
ถึงแม้ตามคำนามที่ถูกต้องต้องเรียกว่า ‘ตึกแถว’ ก็ตามที แต่ในความรู้สึกที่มีต่อที่นี่ก็ไม่มีคำไหนเหมาะสมมากกว่าคำว่า ‘บ้าน’ อีกแล้ว
วันนี้มีจดหมายซึ่งคาดว่าจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่ถูกหย่อนลงในตู้จดหมายประจำบ้านเลขที่ 310/32 บ้านเลขที่ที่ใช้กรอกลงในช่องว่างที่อยู่ที่ตามด้วยจุดไข่ปลามาเป็นเวลา 26 ปี ในเนื้อความบอกให้เราย้ายออกก่อนจะต้องเสียค่าปรับหนึ่งหมื่นบาทถ้วนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ นี่ไม่ใช่ข่าวใหม่ที่ครอบครัวเราเพิ่งรู้ เรารู้ล่วงหน้ามาก่อน 30 ปี ตั้งแต่พ่อกับแม่ตัดสินใจเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกัน 30 ปีที่ผ่านมา มีเวลาเหลือเฝือกับการทำใจ แต่จนกระทั่งเวลาเดินล่วงเลยมาถึงวันนี้ วันที่ 1 กุมภาพันธ์และเหลือเวลาที่จะใช้ชีวิตที่บ้านเช่านี้อีกแค่ 15 วัน การทำใจยอมรับก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราอยู่ดี
บ้านหลังนี้ไม่มีอะไรดี หน้าบ้านติดกับโรงงานเย็บผ้าเป็นแผง นอกจากตอนเช้าต้องเป็นเหยื่อให้คนงานเย็บผ้าผิวปากแซวเล่นแล้ว กลางคืนก็ต้องหนวกหูเพราะพี่น้องทั้งหลายต่างแย่งกันเย็บแย่งกันพ่นเตารีดไอน้ำ ด้านหลังติดโลตัส ซึ่งถึงแม้ข้อดีของการมีห้างที่ใช้กำแพงร่วมกันกับเราก็คือการเดินไปซื้อ CD บนห้างโดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที แต่ข้อเสียก็มีมากมายจนเมื่อเทียบกันแล้วยอมนั่งรถเมล์ 2 ชั่วโมงไปซื้อ CD จะดีกว่า ทั้งกลิ่นขยะ เสียงพนักงานท่องกฎเหล็กตามคำสั่งหัวหน้า แสงไฟจากรถแมคโดนัลด์สว่างวาบกลางดึก เชื่อมเหล็กตอนตี 3 สาดน้ำหยอกล้อเล่นกันในวันสงกรานต์แบบพนักงานกะดึก ตบท้ายด้วยเสียงรถมอเตอร์ไซค์แทนนาฬิกาปลุกในตอนเช้าทุกวัน หนำซ้ำพอฝนตกเข้าหน่อย ก็ต้องรีบวิ่งไปเอาถังมารองน้ำที่หยดจากหลังคา ท่อระบายน้ำในซอยก็ใจเสาะทำเอาน้ำท่วมเข้าบ้านต้องตื่นมาวิดน้ำออกกลางดึกอยู่บ่อยๆ
นอกจากทำเลที่ตั้งที่อยู่ห่างรถไฟฟ้าใต้ดินด้วยระยะทาง 5 นาทีเดินแล้ว ก็ไม่เห็นข้อดีข้อไหนให้น่าเสียดายสักนิด เว้นแต่เรื่อง ‘ความผูกพัน’
หลายครั้งแล้วที่ต้องเรียนรู้กับการจากลา ครั้งที่ผ่านๆ มา ส่วนใหญ่จะเป็นการจากลากับสิ่งมีชีวิต ไม่ยักรู้ว่าสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ทำให้เราเศร้าได้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะมันทำให้เรานึกถึงอดีต นึกถึงรูปถ่ายวันที่พ่อกับแม่เห่อลูกคนแรก นึกถึงวันที่แม่เซอร์ไพร์สในงานวันเกิด นึกถึงตอนที่กำลังแต่งหน้าไปแสดงงานที่โรงเรียน นึกถึงวันที่แม่ดัดแปลงเอาเก้าอี้สำนักงานล้อเลื่อนมาให้นั่งตอนไม่สบาย นึกถึงวันที่เป่าเค้กงานวันเกิดด้วยกัน นึกถึงวันที่ปั่นธีสิสจบ เพราะอย่างนี้ไง ประตู บันได โต๊ะ เก้าอี้ เหล่านั้นถึงทำให้เราร้องไห้จนอยากจะพามันติดตัวไปด้วยทุกที่ถ้าทำได้
เพิ่งได้อ่าน นั่งรถไฟไปตู้เย็น ของ นิ้วกลม เปล่า! ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะย้ายไปอยู่ฮ่าร์บิ๊นแต่อย่างใด บทหนึ่งหญิงสาวผู้ร่วมเดินทางกับเขากล่าวตัดพ้อแฟนว่าไม่ยอมลงรักปักฐานด้วยการแต่งงานกับเธอสักที นิ้วกลมเล่าให้เธอฟังถึงหนังเรื่อง Day of being wild ว่า มีนกอยู่ประเภทหนึ่งที่ไม่มีขา มันเรียนรู้ว่าต้องออกบินไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต และเขาก็เปรียบเทียบกับแฟนหนุ่มของเธอว่า ตอนนี้เขาคงอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่สักวันหนึ่งเขาก็ต้องอยากสร้างรังเป็นของตัวเอง
เรื่องอื่นอาจจะคิดต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง แต่น่าแปลกที่เราไม่เคยคิดแบบอินดี้ๆ เหมือนนกตัวนั้นเลยสักครั้ง ตั้งแต่จำความได้เราก็รู้แล้วว่าเรามีขาและรู้ว่าเป้าหมายของการบินคือการมีรังที่เป็นของตัวเองสักรังในสักวัน
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะได้เวลาต้องออกบินอีกครั้งแล้วก็ตาม
เอาใจช่วย !!!!
มีแต่คนย้ายบ้าน
ไม่ว่านกหรือคน อย่างไรก็ต้องบินกลับรัง
ขอให้เริ่มต้นสร้างความผูกพันกับ’รัง’ใหม่อย่างมีความสุขนะพี่แป้ง
ว่าแต่….รังใหม่อยู่แถวไหนเนี่ย
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
วันหนึ่งก็จะชินกับการเปลี่ยนแปลง
อนิจจา สังขารา ใช้ได้เสมอ ไม่ว่าเรื่องใด
แม้ตัวเองจะเคยย้ายบ้านมาถึง 4 ครั้ง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่อยู่ยาวนานตั้งแต่เกิด
ต่อไปแอบขับรถผ่าน 310/32 เวลาดึกๆ ก็คงไม่ต้องแอบมองเข้าไปผ่านช่องระหว่างประตูหน้าบ้าน ว่ามีใครอยู่ไหมอีกแล้ว
โชคดี
สนใจไปอยู่ป่าฉะเชิงเทรากะหนูไหมค่ะ??
โหยพี่ โคดเข้าใจ หนูอาบน้ำอุ่นมาก่อน
อ่านแล้วคิดถึงบ้านที่เคยอยู่มา 17 ปีเลย
แต่เอาจริงๆพอชินกับที่ใหม่แล้วก็จะรู้สึกว่ามันไม่ต่าง
เพราะอย่างน้อยคนรอบข้างก็ยังทำให้อบอุ่นเหมือนเดิม
: )
ผมเคยย้ายบ้านมาหลายหนเหมือนกันครับพี่
ชีวิตเหนื่อยและเศร้าดีเหมือนกัน
แต่มันก็ทำให้ผมเข้าใจถึงความหมายของคำว่า Home ว่ามันแตกต่างกับคำว่า House มาก
ไปอยู่บ้านพี่มั้ยน้อง
เราเป็นนักย้ายบ้าน ย้ายมาไม่ต่ำกว่า 7 ครั้ง (และเจ้ากี้เจ้าการให้ชาวบ้านย้ายอีกหลายหน)
จำอารมณ์อาลัยบ้านเก่า และหวาดกลัวผีบ้านใหม่ได้เป็นอย่างดี
แต่ที่ชอบที่สุดคือความรู้สึกว่า ฉันได้รีสตาร์ทตัวเองใหม่ ได้ทาสีให้ชีวิตใหม่ และได้จัดการชีวิตรกๆ ให้เป็นที่เป็นทาง
ย้ายบ้านก็เหมือนเปิดเล่มแหละนะ
ป.ล. คุณ 7 เข้าใจหยอดนะ
เคยเป็นเหมือนกัน
เข้าใจดี..
เป็นกำลังใจให้หายจากภาวะนี้ โดยเร็ว
เคยผ่านความรู้สึกมาเหมือนกันครับ
มีเคล็ดลับว่าอีกห้าปีกลับไปเดินเล่นอีกจะรู้สึกดีนะ
:,} ขอบคุณทุกคนนะฮะ
เคยคิดมาตลอดว่าชีวิตตัวเองช่างขาดสีสัน ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรกับเขาเลย ชีวิตเรียบๆ ดำเนินมาเรื่อยๆ ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา … แต่พอวันหนึ่งที่ชีวิตถูกเปลี่ยนโดยไม่ได้ยินยอม เต็มใจ และไม่ทันได้ตั้งตัว ความรู้สึกมันเหมือนตกจากที่สูง รู้อย่างนี้ระหว่างทางถ้าได้ลิ้มรสความเปลี่ยนแปลงบ้างก็คงดี เผื่อว่าบาดแผลจากการตกจากที่สูง จะเหลือแค่อาการเคล็ดขัดยอกจากการตกส้นรองเท้าตัวเอง
อย่างที่พี่โหน่งบอกไว้ Change = Chance นะจ๊ะ สู้ๆ
บ้าน คือวิมานของเรา ..
ขอให้บินอย่างอิสระและเจอต้นไม้ใหญ่ที่แกร่งทนนะครับ