this is k!tchen

พิกเซลแมน

พฤศจิกายน 8, 2009 · ให้ความเห็น

pixel

                ถ้าเทียบปริมาณและคุณภาพในการใช้ฟังก์ชั่นใน Facebook ของเมื่อสองเดือนก่อนกับตอนนี้ แตกต่างกันลิบลับ จากที่เคยแวะไปทักทาย ติดตามชีวิตส่วนตัวและงานที่เพื่อนบ้านทั้งหลายกำลังทำอยู่เป็นเนืองๆ ก็เหลือเพียงแค่การเป็นทางผ่านสู่การไปเล่นเกมเกมนึงเท่านั้น เกมที่ว่าชื่อ Pixel Ranger

                ง่ายๆ แค่ยิงๆ ข้าศึกที่พยายามจะเข้ามาประชิดตัว กติกามีอยู่ว่า เมื่อคุณยิงข้าศึกได้ คุณก็จะได้กระสุนเพิ่ม เพื่อเอาไว้ยิงข้าศึกที่จะเข้ามารุกรานตัวต่อๆ ไป และถ้ากระสุนหมดแม็ก คุณก็จะตาย เป้าหมายก็คือก็ฝ่าฟันไปยืนอยู่บนเลเวลสูงๆ ให้ได้ แต่แน่นอน ยิ่งสูงยิ่งหนาว ศัตรูที่หวังทำลายก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อทุกตัวต่างวิ่งเข้ามาทำลายคุณ สิ่งแรกคุณจะตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ตามมาด้วยการยืนนิ่งๆ ให้มันพรากชีวิตไป

                เกมนี้ใจดีหน่อยก็ตรงที่ ในแต่ละระยะแต่ละช่วง คุณจะสามารถเซฟเกมไว้ได้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปเริ่มเล่นใหม่ เช่นเมื่อคุณเล่นไปถึงด่าน 5 มันก็จะมอบโอกาสการเซฟให้คุณ และเมื่อคุณเล่นไปในด่านที่สูงขึ้นกว่านั้นแล้วก็พ่ายแพ้ ยังไงคุณก็จะหล่นมาอยู่ในด่านที่ 5 เหมือนเดิม แต่ถ้าคุณเจ็บแล้วไม่ยอมจำ ไม่ยอมปรับปรุงฝีมือให้ดีขึ้นภายในสามครั้ง เกมก็จะถอยระดับของคุณไปเรื่อยๆ

                ยิ่งเมื่อเล่นไปในเลเวลที่สูงมากๆ ดูเหมือนว่ากระสุนที่เก็บสะสมมาจากด่านก่อนๆ ที่ต่อให้คิดว่ามากยังไง ก็หายไปในพริบตาเมื่อมีเหล่าอสุรร้ายจ้องมากินตับทั้งข้างบน ข้างล่าง นับสิบๆ ตัว ไหนจะขยันปล่อยเม็ดแสงแดงๆ ที่ทำลายพลังคุณอีก ถ้าเตรียมตัวมาไม่ดี มีกระสุนไม่เต็มเสบียง หรือใจไม่กล้าพอ มีอันต้องพ่ายแพ้ย่อยยับเป็นแน่ ถึงแม้ว่าท่ามกลางห่ากระสุนนั้นจะมีหัวใจสีแดง หล่นมาให้ได้ไขว่คว้าต่อชีวิตกันไปอีกหน่อยก็เถอะ ถ้าผลีผลามอยู่ไม่ตรงตำแหน่ง หัวใจสีแดงที่หวังต่อชีวิต ก็จะกลายเป็น หมากฝรั่งสีแดงไหลเยิ้มติดเท้าให้เรากลับกลายเป็นเป้านิ่งให้ข้าศึกไปซะนี่! คิดดูว่าขนาดหัวใจที่คิดว่าไม่มีพิษมีภัยยังร้ายลึกเลย

                 เพราะฉะนั้นวิธีที่เราต่างเรียนรู้จากมันก็คือ มีสติไว้เสมออย่าลนจนทำอะไรไม่ถูก เพราะเวลานั้นข้าศึกจะรู้ว่าเราอ่อนแอและพาเพื่อนมารุมกระทืบซ้ำอีก ที่สำคัญที่สุดคือสะสมเสบียงกระสุนไว้ให้พร้อมตั้งแต่ภัยยังไม่มา อย่าแปลกใจเลยว่าเมื่อนักเล่นเล่นมาถึงจุดนึง มักจะมีความคิดอยาก ‘ฆ่าตัวตาย’ เพราะเมื่อเราเชี่ยวชาญในการศึกมากขึ้น เราจะพอรู้ว่ารูปเกมแบบไหนที่จะทำให้เรา ‘ชนะ’ หรือทำให้เรา ‘แพ้’

                ถ้าเรามีกระสุนเหลือมากพอที่จะสู้ เราก็มีกำลังใจ เพราะรู้ว่าพอมีหวัง แต่ถ้าอาวุธเหลือน้อยแถมยังอยู่ในสนามรบที่ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากกว่าแล้วล่ะก็ เป็นใครก็ถอดใจ เพราะรู้ว่าสู้ไปก็เหนื่อยเปล่า

                ทีนี้ก็เหลือแต่ว่าจะตายยังไงให้หล่อที่สุด

                จะอยู่เฉยๆ ให้มันพุ่งเข้ามาชน จะกระโดดลงไปให้เหล็กแหลมทิ่ม หรือจะสู้จนกระสุนหมดก็แล้วแต่วิธีใครวิธีมัน

→ Leave a Commentหมวดหมู่: ไร้ ไร้

I am a Thai Graphic Version 2

พฤศจิกายน 5, 2009 · 4 ความเห็น

 

แช่! แช่! แช่!

ฉันเป็นนักออกแบบไทยที่เลือกใช้บริการรถไฟไทยประเภทตู้นอน แต่โชคร้ายได้ที่นอนติดประตูเลื่อนอัตโนมัติคนเข้าออกตลอดเวลา

โชคร้ายกว่านั้น

ประตูเลื่อนแบบอัตโนมัติเสียมันเปิดออกอย่างเดียวไม่ปิด เมื่อมีคนเข้าเปิดประตูออก เราจึงต้องปิด เมื่อมีคนออกเปิดประตูออกอีก เราก็จึงต้องปิดอีก ไม่อย่างนั้นนักออกแบบและครอบครัวต้องทนนอนร้อน เหงื่อไหลชุ่มหมอน และปอดอักเสบเพราะกลิ่นควันเป็นแน่

กราฟิกดีไซเนอร์ไทยเลยต้องลุกขึ้นมาทำป้ายกราฟิกตอนห้าทุ่ม เพื่อสื่อสารกับฝรั่งว่า ‘ถ้ายูคิดจะเปิดยูต้องคิดจะปิด’

แล้วก็ได้รู้ว่า เรานี่ก็เป็นแค่นักออกแบบกราฟิกฝีมือแย่คนหนึ่ง

เพราะไม่ว่าจะติดทั้งหน้าและหลัง จะไดคัทมือและวางตำแหน่งไว้ตรงจุดมากแค่ไหน

เราก็ต้องทนในสภาพนั้นต่อไป

→ 4 Commentsหมวดหมู่: Art&Design

แดนซ์จัง

กันยายน 16, 2009 · 3 ความเห็น

→ 3 Commentsหมวดหมู่: Art&Design

Learn แบบเพลินๆ

กันยายน 3, 2009 · 2 ความเห็น

ฝึกจัดคอมโพสทุกเวลา

→ 2 Commentsหมวดหมู่: Art&Design

ไ แอม ะ ไทย กราฟิก ดีไซเนอร์

พฤษภาคม 24, 2009 · 11 ความเห็น

ไ แอม ะ ไทย กราฟิกดีไซเนอร์

→ 11 Commentsหมวดหมู่: Art&Design

มี

กุมภาพันธ์ 24, 2009 · 11 ความเห็น

          เคยมีคนถามว่า ส่วนประกอบอะไรที่ทำให้ฉันเป็นฉันในวันนี้? ฉันรีบตอบทันควันว่า “ศิลปะ แล้วก็…” คนถามใจจดใจจ่อ รอคำตอบข้อที่สอง แต่ฉันตอบว่า “หมดแล้ว” ฉันแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมส่วนประกอบในตัวฉันมันถึงได้มีอย่างเดียวนะ
          คำถามนี้ติดอยู่ในใจหลายวัน แล้วคำตอบว่าตัวฉันมีส่วนประกอบอะไรบ้างก็เริ่มผุดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่คำตอบกว้างๆ อย่างศิลปะ แต่เป็นเพียงสิ่งของหลายอย่างที่ฉันคลุกคลีกับมัน ซึ่งฉันคิดว่า ของเหล่านี้แหละที่อธิบายตัวตนของฉันได้ดีเหลือเกิน

1. กิ๊บเก๋
ตั้งแต่เด็กจนโตฉันเปลี่ยนกิ๊บมาแล้วเป็นพันๆ ตัว แต่กิ๊บพันๆ ตัวที่ว่า เป็นกิ๊บดำที่ขึ้นสนิมจนใช้การไม่ได้ ไม่ก็ง้างมากเกินองศาที่สามารถหนีบผมได้ หรือเกยกันไปคนละฝั่ง
: เคยนั่งคิดว่าของอะไรที่ถูกผลิตมาเพื่อเราที่สุด คำตอบก็คือกิ๊บดำนี่แหละที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด มันดำเรียบๆ ติดอยู่บนผมอย่างไม่กระโตกกระตาก แถมยังทำให้ผมหยุ่งเหยิงดูเรียบร้อยขึ้นอีกเป็นกอง
2. D.t
ซึ่งรู้ต่อมาว่ามันมีชื่อเรียกจุดบนลายผ้านี้ว่า ‘Polka Dot’ วันนึงก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมเสื้อผ้าลายจุดเต็มตู้แบบนี้ ทั้งกระโปรงจุดขาวบนแดง จุดดำบนเขียว จุดขาวบนดำ เสื้อจุดดำบนขาว ชุดนอนลายจุดขาวบนน้ำตาล ผ้าเช็ดหน้าจุดเหลืองบนน้ำตาล รองเท้าลายจุดขาวบนดำ กะว่าอีกหน่อยจะสะสมให้มีครบทุกสี (ว่าแต่ถ้าครบแล้ว เซเว่นจะให้แลกเก้าอี้ลุกยากหรือเปล่านะ)
: ฉันคิดเอาเองว่าฉันคงบ้าคลั่งและหลงใหลฟอร์มวงกลมบนพื้นสีเอามาก มันดูตัดทอนดี ทำให้เวลาใส่รู้สึกว่าลายมันน่ารักแต่ก็ไม่หวานแหววเกินไป
3. ไร้ ไร้
เวลาไปเจอใคร ฉันชอบดูว่าเขาใช้ปากกาลักษณะอย่างไร ยี่ห้ออะไร ฉันจะจดยี่ห้อมันไว้ในกระดาษ แล้วออกตามหาปากกาที่เขียนดีแท่งนั้น อย่างปากกาแท่งล่าสุด ฉันไปเจอเพื่อนที่ทำงานอินทีเรีย ปากกาที่เขาใช้ แท่งอ้วนๆ ดำด้านทั่วทั้งด้าม พอเขาเผลอฉันรีบคว้ามาลองเขียนดู และตัดสินใจจดลงบนกระดาษว่า ‘Pentel Sign Pen’ ปากกาหมึกซึมแท่งนี้หัวเป็นสักหลาด ปลายหัวปากกาไล่เรียวจากเล็กไปหาใหญ่ ถ้าเราต้องการเขียนให้เส้นบางที่สุดเราต้องเขียนแบบตั้งฉาก แต่ถ้ายังให้เส้นมีความหนาบาง ก็แค่เอียงปากกานิดหน่อยเท่านั้น
: การได้เขียนตัวหนังสือด้วยปากกาที่เส้นขนาดพอเหมาะ น้ำหนักดี สีสวย มันทำให้ฉันมีความสุขอย่างประหลาด ยิ่งเวลาเห็นหมึกมันซึมลงบนกระดาษ ฉันยิ่งอิ่มเอิบใจ และเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ส่วนเรื่องราคานั่นไม่เกี่ยง ปากกาหมึกน้ำเงินแท่งโปรดที่ซื้อจากเซเว่นหน้าปากซอยเป็นพยานได้
4. D.I.Y : Designed it yourself
นิสัยชอบทำอะไรใช้ด้วยตัวเอง เกิดขึ้นมานานมากแล้ว จำได้ว่าตอนเด็ก (ช่วงที่นิยมใส่ส้นตึกกัน) ฉันก็มีกับเขาด้วย! เดินๆ ไปตามประสาเด็กซุ่มซ่าม ฉันล้มและทำส้นตึกแหว่งไปหน่อย ซึ่งตอนนั้นกำลังร้อนวิชาจากการทำเปเปอร์มาเช่ที่ครูเพิ่งสอนตอนเรียนศิลปะ ฉันก็เลยเอากระดาษมาฉีกๆ เอากาวทา แล้วก็เอาสีโปสเตอร์สีดำทาลงไปให้เนียนกับพื้นผิวเดิม เท่านั้นไม่พอฉันยังเอาเลกเกอร์มาพ่นอีกต่างหาก แต่ไม่เวิร์คหรอกนะ เพราะต้องเลือกพื้นที่เดินเป็นที่แห้ง เพราะถ้าเผลอเดินไปเหยียบโดนน้ำเข้าหน่อยละก็สีดำก็จะละลายออกไหลเป็นทาง นอกจากความสามารถด้านเปเปอร์มาเช่จะถูกนำมาทำส้นตึกแล้ว ฉันก็ยังทำตู้จดหมายหน้าบ้านเองด้วย ฉันทำมันเป็นรูปบ้าน มีหลังคา เจาะกระดาษเป็นช่องหน้าต่างแล้วเอาปกสมุดเก่าๆ มาทำเป็นกระจก จำได้ว่างานชิ้นนั้นฉันได้คะแนน 10 เต็มในวิชางานประดิษฐ์แล้วถูกเอาไปโชว์ในงานวันวิชาการอีกด้วย แหม เวลานั้นภูมิใจมากๆ
: นิสัยชอบทำของใช้เองติดตัวมาถึงโต ฉันยังคงชอบห่อปกหนังสือเอง ปกพอดีโดยไม่หลุดรุ่ยเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันยิ้มได้ นอกจากนั้นแล้วฉันยังชอบพาตัวเองเข้าไปอยู่ในเวิร์คช็อปเย็บสมุด ปั้นเซรามิกแบบรากุ ถักผ้าพันคอ เย็บผ้ารัดข้อมือใช้เอง หรืออย่างน้อยที่สุด ฉันก็เลือกที่จะซื้อของทำมือมากกว่าของทำเครื่องอยู่ดี

5. Old บ้า (วินฟรี่)

ตอนเด็กๆ ฉันมีกิจกรรมร่วมกับพ่อทุกวันอาทิตย์ตอนเช้า คือการไปคลองถม พ่อจะไปตระเวนหาของเก่าๆ มาประดับบ้าน จนแม่เริ่มบ่นว่าพ่อชอบซื้อเศษเหล็กเข้าบ้าน จำได้ว่าเวลานั้นไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ร้อนแล้วก็เหนื่อย เพราะต้องเดินตามพ่อต้อยๆ พ่อชอบเดินไปร้านโน้นที ร้านนี้ที ดูวัสดุที่เหลือใช้และต่อรองราคา พ่อไม่เคยคิดก่อนว่าพวกมันจะเอาไปทำอะไรได้ ฉันเห็นพ่อซื้อมาเยอะแยะแล้วเอามาคิดทีหลังทุกที อ้อ ลืมบอกไปว่าพ่อฉันเป็นนักประดิษฐ์ผู้บุกเบิกตู้อบไอน้ำสมุนไพรเจ้าแรกของประเทศไทย ฉันเห็นเขาออกแบบตั้งแต่เป็นตู้คนเข้าไปนั่งเฉยๆ จนสามารถเอามือยื่นมาอ่านหนังสือระหว่างการอบ และที่มากกว่านั้นก็คือการมีหมวกที่ตู้ทำให้ไอน้ำจากด้านล่างพุ่งขึ้นข้างบนทำให้สามารถอบผมได้ด้วย วิธีการก็แสนง่าย ถ้าไม่ใช้ก็แค่ถอดออก ซึโก้ย! คิดได้ไง

: ผลลัพธ์ในปัจจุบัน ทำให้ฉันชอบไปเที่ยวบ้านเมืองเก่าๆ ชอบผู้คนที่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ชอบมองโครงสร้างตึก ชอบมองสีเอิร์ธโทนที่ให้ความรู้สึกเย็นใจ แอเรียประจำได้แก่ สนามหลวง พระอาทิตย์ สวนสันติฯ ข้าวสาร บางลำพู เสาชิงช้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตลาดน้ำ เป็นต้น

6.สีทนได้
ฉันไม่เคยรู้ตัวเองว่าฉันชอบอยู่กับสี  วันนึงฉันเอาของใช้วางบนโต๊ะที่ทำงานพอมาถึง แล้วฉันก็พบว่า นี่มันมีของแปดสีอยู่บนโต๊ะนี่หน่า นอกจากสีจะเยอะ(ไปไหน)แล้ว คู่สีเหมาะๆ ยังเป็นเหตุผลในการเลือกซื้อของของฉันอีกด้วย ฉันไม่ได้มีสีฟ้าเป็นสีโปรดเหมือนในช่องคำตอบเวลาที่เพื่อนให้เขียนเฟรนด์ชิปตอนเด็กๆ หรอกนะ ฉันชอบให้ทุกสี มันมาอยู่รวมกันแบบไม่ได้นัดหมาย
: คงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมแบบนี้คงติดมาจากการอยากมีพาเลต Swatch เป็นของตัวเองเเหมือนในโปรแกรมกราฟิกป็นแน่แท้
7. เปเปอร์มาเซ่!
ฉันชอบกระดาษ กระดาษชนิดแรกที่ฉันคุ้นเคยคือกระดาษ 80 ปอนด์  ครูที่โรงเรียนศิลปะจะแจกกระดาษชนิดนี้ให้ทุกครั้งก่อนเริ่มเรียน ฉันจะใช้มันเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างรูปด้วยดินสอสี สีชอล์ก สีโปสเตอร์ หรือแม้แต่การคอลลาจ ฉันใช้กระดาษชนิดนี้ทั้งสิ้น ฉันกลับมาจับมันทุกวันอีกทีก็ตอนติวศิลปะเพื่อสอบเอนทรานซ์ กระดาษ 80 รองรับดินสอ EE และสีโปสเตอร์ได้พอเหมาะพอดี เพราะมันเป็นการทำแบบฝึกหัดที่ต้องฝึกจนเชี่ยวชาญ ถ้าเกิดไม่ชอบใจ เราก็สามารถเริ่มต้นแผ่นใหม่ได้อย่างเสียดายตังค์มากนัก ฉันคลุกคลีกับมันเรื่อยมาและเพิ่มระดับความสัมพันธ์ตอนที่ฉันได้เรียนวิชาทำภาพประกอบ ซึ่งโจทย์ของวิชานี้คือการทำหนังสือ Pop-Up นอกจากฉันจะสนุกกับการทำให้สถาปัตยกรรมทั่วโลกเด้งออกมาจากหนังสือแล้ว สิ่งที่สนุกไม่แพ้กันคือฉันได้เสาะหากระดาษหลายๆ ชนิด และเลือกพื้นผิวกระดาษที่สามารถสื่องานเนื้อหาในแต่ละหน้าได้
: ตอนนี้ฉันมีถุงดำและตะกร้าหวายที่บรรจุม้วนกระดาษถึงสามตะกร้าแล้ว พ่อมักจะบ่นเสมอๆ ว่าจะเก็บไว้ทำไม เพราะสุดท้ายแล้วมันก็เหลืองกรอบ แต่ขอเถอะ… ทิ้งมันไม่ลงจริงๆ
8. (จังหวะที่กดเอนเตอร์ลงมา คิดในใจว่า ยังมีข้อ 8 อีกหรอ…)
cMyK
ผลลัพธ์จากข้อ 7 ทำให้ฉันชอบสิ่งพิมพ์และชอบหนังสือ จนกระทั่งกลายมาเป็นคนชอบการทำหนังสือ หรือที่ออฟฟิศเรียกกันว่า ‘กรรมกรตัวอักษร’ นั่นแหละ ฉันเริ่มต้นฝึกงานด้านนิตยสารตั้งแต่ตอนปี สอง ได้ทำนิตยสารครั้งแรกตอนปีสาม ทำพร้อมๆ กันสองเล่ม เล่มแรกเป็นการบ้านในวิชา นิตยสาร ส่วนอีกเล่มเป็นโครงการประกวด จำได้ว่าปีนั้นสนุกมาก หัวหกก้นขวิด ทำงานได้อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย ได้ใช้พลังในตัวอย่างคุ้มค่าจริงๆ ตอนปี 4 ฉันเลือกทำหนังสือทั้งสองเทอม ทั้งในวิชา Special Project และ วิชา Thesis ฉันไม่เคยมีช้อยส์อื่นในใจว่าอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง มีเพื่อนถามว่าไม่เบื่อบ้างหรือไง ฉันตอบไปว่าไม่เบื่อหรอก เนื้อหาเปลี่ยน อาร์ตไดเร็กชั่นก็เปลี่ยน
: เวลาสามปีกับสองตำแหน่ง ทำให้ฉันมั่นใจได้ว่าฉันคงจะอยู่กับมันไปอีกนาน

→ 11 Commentsหมวดหมู่: ไร้ ไร้

ฟ้าวันนี้มีเมฆสีคล้ำหลายก้อนลอยเกลื่อน

มกราคม 14, 2009 · 3 ความเห็น

1 มกราคม 2552

               อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นเช้าตรู่วันที่ 1 เช้าที่เพิ่งผ่านคืนสิ้นปีอันแสนสนุกสุดเหวี่ยงและการแยกย้ายกันไปนับถอยหลังกับคนรักตามที่ต่างๆ ของประเทศ ถนนสีลมเส้นนี้เลยกลับมาโล่งอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากสภาพนี้มานาน ครั้งสุดท้ายอาจจะตั้งแต่เทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา หรือไม่ก็ตั้งแต่ปีใหม่ปีที่แล้ว พอไม่มีรถติดหนึบบนถนน สวนลุมก็ดูร่มรื่นขึ้นอีกหลายเปอร์เซนต์

                ข้อความที่คั่งค้างจากการจราจรติดขัดเมื่อคืนเริ่มคล่องตัวมากขึ้น เมสเสสค่อยๆ ทยอยดังขึ้นเป็นระยะ บ้างอวยพรให้มีความสุข บ้างอวยพรให้ไม่มีความทุกข์ แต่ความจริงก็คือบางทีความสุขกับความทุกข์ก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

‘ห้องบรรยาย’ ตึกนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ. จุฬาฯ

สายรุ้ง ป้ายสวัสดีปีใหม่ และกลองชุดยังไม่ได้เก็บออกไป มีรูปผู้เสียชีวิตที่เจ้าหน้าที่ถ่ายไว้ให้ญาติมารอรับ เรียงรายอยู่บนโต๊ะ ซึ่งนอกจากรูปถ่ายแล้ว ก็จะมีหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา บัตรประชาชน สร้อย หรืออื่นๆ เพื่อยืนยันว่านี่คือญาติของตัวเองแน่ๆ ในกรณีที่โครงหน้าผิดรูปไปมากจนจำไม่ได้

                คนที่เข้ามาในห้องนี้ แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ยืนยันได้แล้วว่าคนที่เสียชีวิตคือญาติของตัวเองจริง เราก็จะเห็นภาพสามีประคองภรรยาไปดูรูปลูกชาย ปลอบกันไปมา แต่ก็ไม่เห็นมีใครที่เข้มแข็งได้มากกว่าใคร พี่น้องที่ร้องไห้ระงมอยู่ด้านหลังห้อง แม่ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมารับลูก หรือเพื่อนๆ ที่พร่ำพูดกับตัวเองว่า ทำไมไปเร็วแบบนี้ ไม่มีเวลาให้ทำใจเลย กับกลุ่มที่สองจะอยู่ในท่าทางที่กระวนกระวาย เดินคุยโทรศัพท์เพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุดว่าคนที่เขารู้จักใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับแบบไหนในวันที่ไปเที่ยว อาจจะยังไม่มีน้ำตาไหลเป็นทางให้เห็น แต่ถ้าวัดปริมาณความทุกข์ ก็คงไม่ต่างกันนัก

                ข้างๆ ห้องมีผู้ชายร่างท้วมคนหนึ่ง ร่างกายสะบักสะบอม มีบาดแผลที่ศีรษะ แขน และที่เท้า นั่งร้องไห้อยู่ที่โต๊ะม้าหินมาแล้วตั้งแต่เช้าและยังไม่มีทีท่าว่าน้ำตาหลายเม็ดนั้นจะหยุดไหลลงง่ายๆ มีคนเล่าต่อๆ กันมาว่า เพื่อนของเขาเสียชีวิตจากการมาเที่ยวที่ผับตามคำชวนของเขาเอง น้ำตาของเขาจึงไม่ได้หมายรวมแค่การสูญเสียเพื่อนรัก แต่คงรวมกับความรู้สึกผิด และเฝ้าโทษตัวเองอีกหลายกระบุง

                ต่างคนต่างมีเรื่องสะเทือนใจในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ครอบครัวเราก็เป็นหนึ่งในผู้สูญเสียเหมือนกัน ได้ยินข่าวตั้งแต่เมื่อคืนเหมือนกันว่ามีไฟไหม้ที่ซานติก้า ผับท้ายซอยเอกมัยใกล้ออฟฟิศนิดเดียว แต่ก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าเหตุการณ์นั้นจะมาเกี่ยวข้องกับเราได้ จนแม่มาปลุกตอนเช้าแล้วบอกว่าคงไม่ได้ไปปากช่องแล้วนะ “น้าเสีย เราต้องรีบไปโรงพยาบาลกัน”

                แม่เดินไปดูรูปที่อยู่บนโต๊ะเพื่อให้แน่ใจอีกทีแล้วก็เดินมาปลอบใจลูกชายของน้า ซึ่งก็ยังทำใจไม่ได้เหมือนทุกคนในห้องนี้ เขานั่งก้มหน้ากอดถุงกระดาษที่ข้างในบรรจุเสื้อผ้าของพ่อเขาเอาไว้ตลอดเวลา คำปลอบใจของแม่ดูจะใช้การไม่ได้ก็คราวนี้

 ด้านหลังตึกนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ. จุฬาฯ    

            หลายชั่วโมงผ่านไป ตำรวจและเจ้าหน้าที่ ให้ญาติจัดการเอกสารทั้งที่ สน. และอำเภอให้เรียบร้อย ก่อนมารับศพออกจากโรงพยาบาล

                เรา น้องเรา แม่ ยาย ลูกชาย ลูกสาว ภรรยาของน้า นั่งรอให้เจ้าหน้าที่เรียกอยู่ด้านหลังของตึก ด้านซ้ายเป็นห้องแอร์ที่เจ้าหน้าที่กำลังชันสูตรศพ ส่วนด้านขวาเป็นโกดังมีประตูเลื่อนขึ้นเลื่อนลง ข้างในเป็นโถงกว้าง ระหว่างรอเจ้าหน้าที่มาเรียก ประตูเลื่อนบานนี้จะถูกเลื่อนขึ้นเลื่อนลงอยู่หลายครั้ง ทุกทีที่เลื่อนขึ้น เราก็จะเห็นผู้เสียชีวิตถูกห่อผ้าขาว เรียงกันอยู่ที่พื้น ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ พอครอบครัวของน้าหันไปเห็นทีก็ร้องไห้โหออกมาที ศพแล้วศพเล่าที่ทยอยออกมาจากห้องชันสูตร แม่บางคนเห็นลูกก็ร้องไห้ปริ่มจะขาดใจให้ได้ ยิ่งสภาพศพที่เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก ยิ่งกระแทกกระทั้นความรู้สึกคนเป็นมากเข้าไปอีก

                ภรรยาของน้าเล่าว่า เขากับน้า ไป countdown กับกลุ่มเพื่อน แต่นั่งคนละโต๊ะกัน พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นตัวเขาและสามีก็ออกมาจากร้าน แต่ด้วยความที่หากันไม่เจอ สามีเค้านึกว่าภรรยายังอยู่ในร้าน เลยเข้าไปตามปรากฏว่าเขาออกมาไม่ทันเอง บทพิสูจน์รักราคาแพงครั้งนี้ทำเอาน้าผู้หญิงเป็นลมไปหลายตลบ ระหว่างนั้นลูกชายของน้าก็เอากล้องดิจิตอลออกมาดู ในกล้องเป็นภาพที่เขาถ่ายรูปพ่อกับแม่เอาไว้ ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่กี่ชั่วโมง เขาเอาเงินไปให้พ่อ สวัสดีปีใหม่กันในผับ แต่ตัวเขาออกมา countdown กับเพื่อนทื่อื่น รู้ข่าวอีกที พ่อก็เสียแล้ว ส่วนลูกสาวไปเที่ยวเขาใหญ่กับเพื่อน ช่วงใกล้ๆ เที่ยงคืน น้าก็โทรไปบอกว่า “แฮปปี้ๆ นะลูก ปีใหม่ให้มีความสุขมากๆ นะ” น้องพูดจบก็โผกอดกับแม่เค้า

ศาลา 6 วัดมะกอก

                ไม่มีใครทำใจได้เมื่อตอนเจ้าหน้าที่เข็นศพของน้าออกมา แม้กระทั่งวินาทีที่กำลังจะเผาร่างน้า หลังผ่านงานสวดอภิธรรมศพไปแล้ว 5 วันแล้วก็ตาม ความเสียใจก็ดูเป็นเรื่องใหม่ทุกวันสำหรับทุกคนอยู่ดี เพราะกับเรื่องแบบนี้ ไม่ว่าจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครเคยพร้อมจะรับมือกับมัน

เพลงในโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

                “เฮ้ย หวัดดีปีใหม่นะ ขอให้มีความสุขมากๆ รวยๆ สุขภาพแข็งแรงนะแก”

                “ขอบคุณมาก เหมือนกันนะ”

 

→ 3 Commentsหมวดหมู่: ไร้ ไร้

โชว์ Street Show

มกราคม 7, 2009 · 1 ความเห็น

Street Show

Street Show

งานจบไปตั้งนานแล้ว เพิ่งเอามาอวด

สนุกดีนะ อยากให้มีทุกปีเลย :3)

(คิดเหมือนกันมั้ยว่ารูปมันเอียง แต่พยายามสามทีแล้วก็ยังเป็นอยู่ เอียงหัวทางขวาหน่อยแล้วกันนะ)

→ 1 Commentหมวดหมู่: Art&Design
Tagged:

อยู่ไม่สุข

ธันวาคม 22, 2008 · 1 ความเห็น

ระหว่างคุยโทรศัพท์ มือก็จะขีดๆ เขียนๆ ไปด้วย พอวางหูปุ๊ป ก็กำลังจะขย้ำกระดาษที่เขียนลงถังขยะเหมือนทุกที แต่่เหลือบไปดูอีกที มันก็แปลกดีเหมือนกัน คล้ายๆ ผลไม้พันธ์ใหม่ตระกูลเดียวกับเงาะก็ไม่ปาน ก็เลยเอาเส้นหยุกหยิกมาสแกน ลงสีให้ดูน่ารักขึ้นอีกหน่อยซะเลย

ว่าแต่… จำไม่ได้เหมือนกันว่าคุยเรื่องอะไร ทำไมเส้นมันถึงได้พันเป็นเถาวัลย์อย่างนี้

เอาเถอะได้ภาพมาอีกชิ้น ก็ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว :3)

→ 1 Commentหมวดหมู่: Illustration
Tagged:

กริ๊ง กริ๊ง

ธันวาคม 10, 2008 · 1 ความเห็น

Me : หวัดดีเป็นไงบ้าง หายไปนานเลยนะ จะชวนไปงานแต่งอะดิ

He : ฮ่าๆ อืมม…

Me : !!!?!?!!!!! โอ้

He : จริงๆ จะให้ทำการ์ดให้หน่อย เดี๋ยวส่งรูปคู่ไปให้ดู

Me : ได้เล้ย สบายมาก (ตอบแบบที่ยังอยู่ในอาการตกใจไม่หาย)

He : แฟนพี่ขอมีหมาในการ์ดด้วยนะ เค้าเป็นสัตวแพทย์น่ะ

Me : เคร เคร จัดให้ฮะ

WedDing Card

WedDing Card :3)

→ 1 Commentหมวดหมู่: Art&Design
Tagged: