Secret Recipe

จำได้ว่ากับข้าวอย่างแรกที่ทำเป็น เป็นอาหารประเภทต้ม เพราะไม่ต้องไปสู้รบกับน้ำมันที่จะกระเด็นเข้าหัวเข้าหู ถ้าถามถึงชื่อจริงของอาหารประเภทนี้ ก็ต้องบอกว่าไม่มี จะมีก็แต่ชื่อที่ใครพอใจจะเรียกอะไรก็เรียกกันไป ‘ซุปไก่’ ‘ซุปหัวหอม’ ‘ซุปแครอท’ หรือบางคนก็เรียกว่า ‘ซุปมักกะโรนี’ ส่วนตัวเองขอเรียกมันว่า ‘ต้มซุป’ เพราะเป็นชื่อเรียกกลางๆ ที่ถ้าวันไหนมีไก่เยอะหน่อย ซุปนั้นก็จะกลายเป็นซุปไก่ วันไหนหัวหอมใหญ่เยอะหน่อยก็จะกลายเป็น ‘ซุปหัวหอม’ วันไหนมีมันฝรั่งเยอะหน่อยก็จะกลายเป็น ‘ซุปมันฝรั่ง’ แต่ไม่เคยเรียกว่า ‘ซุปมักกะโรนี’ เพราะเลือกที่จะกินกับข้าวสวยมากกว่า

วิธีการทำก็ไม่มีอะไรยาก หั่นวัตถุดิบทุกอย่างที่มี (ยกเว้นน่องไก่) มะเขือเทศและหอมหัวใหญ่ จะเป็นการหั่นแบบสมมาตรคือแบ่งเป็นสองส่วน (มองจากมุมท็อป) แล้วก็แบ่งจากสองส่วนให้กลายเป็นอีกสองส่วน ส่วนมันฝรั่งพอปอกเปลือกแล้วก็จัดแจงหั่นแบบฉแลบไปฉแลบมา เอียงซ้ายที ขวาทีไปเรื่อยๆ ให้ขนาดพอดีคำ พอน้ำที่ตั้งไฟไว้ร้อนจัด ตามสูตรคนทำกับข้าวเป็นก็จะบอกว่าให้ค่อยๆ ใส่สิ่งที่สุกยากลงไปก่อน เพื่อให้สิ่งที่สุกง่าย สุกพอดีกัน แต่การคิดว่ามะเขือเทศ มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ อะไรสุกง่ายหรือยากกว่าอะไร เป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลาคิดนานเกินไปจนอาจจะแก่เกินแกงได้

และแล้ววัตถุดิบที่เราคัดสรรมาอย่างดีก็ทยอยลงไปลอยเท้งเต้งอยู่ในหม้อน้ำเดือดเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นก็เฝ้ารอเวลา น้ำหวานๆ จากผักออกฤทธิ์เต็มประสิทธิภาพ ก็น้ำน่องไก่เล็กๆ ใส่ตามลงไป แล้วก็รอ… พอได้ที่ เครื่องปรุงที่ใส่เพิ่มอย่างเดียวสำหรับเมนูนี้ก็คือเกลือ จากนั้นก็ชิมรสจนได้ที่ เมื่อทุกอย่างพร้อม หาชามหนึ่งใบ ตักข้าวสวยร้อนๆ ไม่ต้องเยอะ แล้วใส่ลงไปในน้ำซุปให้ท่วมข้าวหรือว่าจะกินเปล่าๆ ก็อร่อยไม่แพ้กัน

เวลาที่นึกถึงภาพ ‘ต้มซุป’ นี้ทีไร ก็ชวนให้คิดถึงเหตุการณ์ๆ หนึ่งขึ้นมาทุกที ตอนนั้นอายุประมาณ 14 หลังจากไปซื้อส่วนผสมทั้งหมดที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว กลับมาบ้านก็แกะถุงพลาสติกที่ใส่มะเขือเทศ หัวหอมใหญ่ และมันฝรั่ง ออกทีละใบ เอาไปล้างน้ำ 2-3 น้ำ ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วก็ค่อยๆ หยิบส่วนผสมทั้งหมดมาหั่นเป็นชิ้นๆ อย่างชำนาญ ครั้งนี้เริ่มจากมันฝรั่งก่อน  การหั่นมันฝรั่งสนุกเพราะได้บิดหัวมันไปมา จากนั้นก็ตามด้วยหอมหัวใหญ่ ซึ่งถ้าสามารถหั่นได้โดยไม่เสียน้ำตาล่ะก็ถือว่าวันนั้นประสบความสำเร็จ แล้วก็เหลือส่วนผสมสุดท้ายก็คือมะเขือเทศ จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกมีดที่กำลังหั่นมันไม่คม เลยใช้แรงจากแขนกดลงไปให้มากขึ้น มะเขือเทศผิวบางๆ ที่มีน้ำฉ่ำอยู่ข้างในก็เลยช้ำเป็นจ่ำๆ เมื่ออาการโมโหมีดทื่อจางไป ก็หยิบมะเขือเทศลูกต่อไปมาหั่นต่อ จำได้ว่าจังหวะที่เอามีดค่อยๆ จรดลงบนผิวมะเขือเทศลูกสุดท้าย เป็นจังหวะที่ทำให้รู้สึกถึงความคมของมีด และรู้จักวิธีการใช้มีดเป็นครั้งแรก ซึ่งความบังเอิญนั้น ก็ทำให้ได้รู้ว่าความคมของมีดไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงกดจำนวนมากที่ส่งมาจากท่อนแขน แต่เป็นพลังบางอย่างที่เราส่งไปที่ปลายมีดต่างหาก ที่ทำให้ความคมของมีดทำงานได้เต็มที่ตามประโยชน์ใช้สอยของมัน

ซึ่งต่อมาก็ได้รู้อีกว่า พลังบางอย่างที่ว่าคือพลังที่เรียกว่า ‘สติ’

My collection: Moving Pictures

อนาล็อก + การเคลื่อนไหว + Mechanic = :]

หมายเหตุ: ขอโทษศิลปินทุกคนที่ทำงานข้างบนนี้ที่ไม่ได้ลงเครดิตให้ เพราะเซฟเอาไว้นานจนจำไม่ได้แล้วว่างานของใครเป็นของใคร

Lost & Found, Found & Lost

หาก ต้องจัดหมวดหมู่อาการหลงๆ ลืมๆ ตามหลักภาษาอังกฤษ คงต้องขอในคัดแยกอยู่ประเภทนามนับไม่ได้ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเส้นผม เม็ดน้ำตาล หรือเงิน เนื่องจากอาการทีจำอะไรไม่ค่อยได้เกิดขึ้นถี่ซะจนขี้เกียจนับ ไล่ตั้งแต่ลุกจากเก้าอี้แล้วไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปไหนแล้วจะไปทำอะไร ทำกุญแจดอกเล็กหล่นหายในที่มืด ลืมกระเป๋าตังค์หรือโทรศัพท์ไว้ที่บ้านสองครั้งในห้าวัน หรือแม้แต่ลงรถไฟฟ้าผิดสถานีทั้งที่ลงทุกวันเป็นเวลาปีกว่า

แต่เซ็กชั่นที่เกิดขึ้นบ่อยและกวนใจมากที่สุดคือจำไม่ได้ว่าเก็บของไว้ที่ ไหน ยิ่งของนั้นสำคัญและจำเป็นต้องใช้การมากเท่าไหร่ เปอร์เซนต์ในการหาเจอยิ่งแปรผกผันมากขึ้นเท่านั้น จากที่เคยผูกคอซอง ผูกไทด์ ใส่กระโปรงพลีท เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืด จนแล้วจนรอด อาการนี้ก็ไม่มีทีท่าจะลดหย่อนไปแต่อย่างใด นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนประสบการณ์ lost&found ช่ำชองเข้าขั้นเทพ เมื่อของสักชิ้นหาย ระบบสมองจะสร้างแพทเทิร์นในหัวขึ้นมาว่าควรทำอะไรก่อน อะไรหลัง อย่างแรกคือต้องทำใจไปเลยว่าของที่เราจะหาต่อไปนี้ไม่มีทางจะเจออีกแน่นอน คิดล่วงหน้าให้เรียบร้อยว่าถ้าต่อไปนี้จะไม่มีมันอีกจะต้องทำยังไงต่อไป เมื่อทำใจได้แล้วการหาเจอนับแต่นี้ไปจะกลายเป็นโชคดี คิดได้ดังนั้น ก็เริ่มจัดกรุ๊ปว่าของที่ทำหายไปนั้นอยู่ในหมวดหมู่ไหน เช่น ถ้าหนังสือหายก็ไปหาทุกที่ที่คิดว่าจะสามารถวางหนังสือได้ ลิสต์ไว้ในใจว่ามีกี่ที่ แล้วเริ่มต้นหาตามแผนนั้น ระหว่างหาก็จินตนาการไปด้วยความความเป็นไปได้ในการซุกซ่อนตัวของของชิ้นนั้น จะอยู่ที่ไหนได้บ้าง จำไว้อย่างว่าอย่าละเลยสถานที่ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ เช่น บางทีโทรศัพท์มือถืออาจอยู่ในตู้เย็น บิลค่าไฟอาจกลายเป็นที่คั่นหนังสือที่อ่านค้างอยู่ ปากกาอาจเสียบอยู่บนหัวเป็นต้น หรืออีกหนึ่งวิธีฮิตคือพยายามนึกย้อนไปในสถานที่และเวลาครั้งสุดท้ายที่ได้ พบมัน นั่นก็อาจทำให้สโคปในการลงมือหาของชิ้นนั้นแคบลง แต่ที่สำคัญที่สุด อย่าถอดใจง่ายๆ ต้องมีความหวังเสมอ

ท้ายสุดจะเจอหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันไประหว่างการหา เราจะได้พบอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ว่านั้นระบุประเภท รูปพรรณสัณฐานชัดเจนไม่ได้ว่าคืออะไร อาจจะเป็นรูปถ่ายสติกเกอร์ชูสองนิ้วเมื่อสิบปีก่อน รูปพ่อกับแม่สมัยรักกันใหม่ๆ ผ้าปักครอสติดเมื่อตอน ป.5 ตั๋วคอนเสิร์ตคริสติน่า ภาพวาดได้เก้าเต็มสิบเมื่อตอน ม.3 ซึ่งนอกจากจะได้หยิบเอาความทรงจำเก่าๆ มาปัดฝุ่นให้ดูใหม่ขึ้นแล้ว ถ้าโชคดีเป็นสองเท่าเราอาจจะได้เจอของที่หายไปครั้งที่แล้วก็ได้ แล้วความสุขอย่างบอกไม่ถูกก็จะตามมา หรือถ้าจะคิดในแง่ดีสุดๆ ผลของการหาของที่หายแล้วไม่เจอก็คือ ห้องที่ปล่อยรกมาเป็นปีๆ กลับมามีระเบียบอีกครั้ง

ไม่มีใครรู้ว่าการลงมือหาของครั้งต่อไป จะพบของชิ้นนั้นไหม แต่ที่น่าตื่นเต้นกว่าคือครั้งหน้าเราจะได้พบอะไรระหว่าทางอีก

*** บังเอิญว่าต้องไปหาภาพประกอบชิ้นหนึ่งที่เคยทำไว้ แต่หาไม่เจอ กลับไปเจอบทความนี้ที่เขียนเอาไว้เมื่อสองปีก่อนแทน

หรือนี่จะเป็นเสน่ห์ของการทำของหายจริงๆ

310/32


ถึงแม้ตามคำนามที่ถูกต้องต้องเรียกว่า ‘ตึกแถว’ ก็ตามที แต่ในความรู้สึกที่มีต่อที่นี่ก็ไม่มีคำไหนเหมาะสมมากกว่าคำว่า ‘บ้าน’ อีกแล้ว

วันนี้มีจดหมายซึ่งคาดว่าจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่ถูกหย่อนลงในตู้จดหมายประจำบ้านเลขที่ 310/32 บ้านเลขที่ที่ใช้กรอกลงในช่องว่างที่อยู่ที่ตามด้วยจุดไข่ปลามาเป็นเวลา 26 ปี ในเนื้อความบอกให้เราย้ายออกก่อนจะต้องเสียค่าปรับหนึ่งหมื่นบาทถ้วนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ นี่ไม่ใช่ข่าวใหม่ที่ครอบครัวเราเพิ่งรู้ เรารู้ล่วงหน้ามาก่อน 30 ปี ตั้งแต่พ่อกับแม่ตัดสินใจเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกัน 30 ปีที่ผ่านมา มีเวลาเหลือเฝือกับการทำใจ แต่จนกระทั่งเวลาเดินล่วงเลยมาถึงวันนี้ วันที่ 1 กุมภาพันธ์และเหลือเวลาที่จะใช้ชีวิตที่บ้านเช่านี้อีกแค่ 15 วัน การทำใจยอมรับก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราอยู่ดี

บ้านหลังนี้ไม่มีอะไรดี หน้าบ้านติดกับโรงงานเย็บผ้าเป็นแผง นอกจากตอนเช้าต้องเป็นเหยื่อให้คนงานเย็บผ้าผิวปากแซวเล่นแล้ว กลางคืนก็ต้องหนวกหูเพราะพี่น้องทั้งหลายต่างแย่งกันเย็บแย่งกันพ่นเตารีดไอน้ำ ด้านหลังติดโลตัส ซึ่งถึงแม้ข้อดีของการมีห้างที่ใช้กำแพงร่วมกันกับเราก็คือการเดินไปซื้อ CD บนห้างโดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที แต่ข้อเสียก็มีมากมายจนเมื่อเทียบกันแล้วยอมนั่งรถเมล์ 2 ชั่วโมงไปซื้อ CD จะดีกว่า ทั้งกลิ่นขยะ เสียงพนักงานท่องกฎเหล็กตามคำสั่งหัวหน้า แสงไฟจากรถแมคโดนัลด์สว่างวาบกลางดึก เชื่อมเหล็กตอนตี 3  สาดน้ำหยอกล้อเล่นกันในวันสงกรานต์แบบพนักงานกะดึก ตบท้ายด้วยเสียงรถมอเตอร์ไซค์แทนนาฬิกาปลุกในตอนเช้าทุกวัน หนำซ้ำพอฝนตกเข้าหน่อย ก็ต้องรีบวิ่งไปเอาถังมารองน้ำที่หยดจากหลังคา ท่อระบายน้ำในซอยก็ใจเสาะทำเอาน้ำท่วมเข้าบ้านต้องตื่นมาวิดน้ำออกกลางดึกอยู่บ่อยๆ

นอกจากทำเลที่ตั้งที่อยู่ห่างรถไฟฟ้าใต้ดินด้วยระยะทาง 5 นาทีเดินแล้ว ก็ไม่เห็นข้อดีข้อไหนให้น่าเสียดายสักนิด เว้นแต่เรื่อง ‘ความผูกพัน’

หลายครั้งแล้วที่ต้องเรียนรู้กับการจากลา ครั้งที่ผ่านๆ มา ส่วนใหญ่จะเป็นการจากลากับสิ่งมีชีวิต ไม่ยักรู้ว่าสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ทำให้เราเศร้าได้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะมันทำให้เรานึกถึงอดีต นึกถึงรูปถ่ายวันที่พ่อกับแม่เห่อลูกคนแรก นึกถึงวันที่แม่เซอร์ไพร์สในงานวันเกิด นึกถึงตอนที่กำลังแต่งหน้าไปแสดงงานที่โรงเรียน นึกถึงวันที่แม่ดัดแปลงเอาเก้าอี้สำนักงานล้อเลื่อนมาให้นั่งตอนไม่สบาย นึกถึงวันที่เป่าเค้กงานวันเกิดด้วยกัน นึกถึงวันที่ปั่นธีสิสจบ เพราะอย่างนี้ไง ประตู บันได โต๊ะ เก้าอี้ เหล่านั้นถึงทำให้เราร้องไห้จนอยากจะพามันติดตัวไปด้วยทุกที่ถ้าทำได้

เพิ่งได้อ่าน นั่งรถไฟไปตู้เย็น ของ นิ้วกลม เปล่า! ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะย้ายไปอยู่ฮ่าร์บิ๊นแต่อย่างใด บทหนึ่งหญิงสาวผู้ร่วมเดินทางกับเขากล่าวตัดพ้อแฟนว่าไม่ยอมลงรักปักฐานด้วยการแต่งงานกับเธอสักที นิ้วกลมเล่าให้เธอฟังถึงหนังเรื่อง Day of being wild ว่า มีนกอยู่ประเภทหนึ่งที่ไม่มีขา มันเรียนรู้ว่าต้องออกบินไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต และเขาก็เปรียบเทียบกับแฟนหนุ่มของเธอว่า ตอนนี้เขาคงอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่สักวันหนึ่งเขาก็ต้องอยากสร้างรังเป็นของตัวเอง

เรื่องอื่นอาจจะคิดต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง แต่น่าแปลกที่เราไม่เคยคิดแบบอินดี้ๆ เหมือนนกตัวนั้นเลยสักครั้ง ตั้งแต่จำความได้เราก็รู้แล้วว่าเรามีขาและรู้ว่าเป้าหมายของการบินคือการมีรังที่เป็นของตัวเองสักรังในสักวัน

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะได้เวลาต้องออกบินอีกครั้งแล้วก็ตาม

พิกเซลแมน

pixel

                ถ้าเทียบปริมาณและคุณภาพในการใช้ฟังก์ชั่นใน Facebook ของเมื่อสองเดือนก่อนกับตอนนี้ แตกต่างกันลิบลับ จากที่เคยแวะไปทักทาย ติดตามชีวิตส่วนตัวและงานที่เพื่อนบ้านทั้งหลายกำลังทำอยู่เป็นเนืองๆ ก็เหลือเพียงแค่การเป็นทางผ่านสู่การไปเล่นเกมเกมนึงเท่านั้น เกมที่ว่าชื่อ Pixel Ranger

                ง่ายๆ แค่ยิงๆ ข้าศึกที่พยายามจะเข้ามาประชิดตัว กติกามีอยู่ว่า เมื่อคุณยิงข้าศึกได้ คุณก็จะได้กระสุนเพิ่ม เพื่อเอาไว้ยิงข้าศึกที่จะเข้ามารุกรานตัวต่อๆ ไป และถ้ากระสุนหมดแม็ก คุณก็จะตาย เป้าหมายก็คือก็ฝ่าฟันไปยืนอยู่บนเลเวลสูงๆ ให้ได้ แต่แน่นอน ยิ่งสูงยิ่งหนาว ศัตรูที่หวังทำลายก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อทุกตัวต่างวิ่งเข้ามาทำลายคุณ สิ่งแรกคุณจะตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ตามมาด้วยการยืนนิ่งๆ ให้มันพรากชีวิตไป

                เกมนี้ใจดีหน่อยก็ตรงที่ ในแต่ละระยะแต่ละช่วง คุณจะสามารถเซฟเกมไว้ได้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปเริ่มเล่นใหม่ เช่นเมื่อคุณเล่นไปถึงด่าน 5 มันก็จะมอบโอกาสการเซฟให้คุณ และเมื่อคุณเล่นไปในด่านที่สูงขึ้นกว่านั้นแล้วก็พ่ายแพ้ ยังไงคุณก็จะหล่นมาอยู่ในด่านที่ 5 เหมือนเดิม แต่ถ้าคุณเจ็บแล้วไม่ยอมจำ ไม่ยอมปรับปรุงฝีมือให้ดีขึ้นภายในสามครั้ง เกมก็จะถอยระดับของคุณไปเรื่อยๆ

                ยิ่งเมื่อเล่นไปในเลเวลที่สูงมากๆ ดูเหมือนว่ากระสุนที่เก็บสะสมมาจากด่านก่อนๆ ที่ต่อให้คิดว่ามากยังไง ก็หายไปในพริบตาเมื่อมีเหล่าอสุรร้ายจ้องมากินตับทั้งข้างบน ข้างล่าง นับสิบๆ ตัว ไหนจะขยันปล่อยเม็ดแสงแดงๆ ที่ทำลายพลังคุณอีก ถ้าเตรียมตัวมาไม่ดี มีกระสุนไม่เต็มเสบียง หรือใจไม่กล้าพอ มีอันต้องพ่ายแพ้ย่อยยับเป็นแน่ ถึงแม้ว่าท่ามกลางห่ากระสุนนั้นจะมีหัวใจสีแดง หล่นมาให้ได้ไขว่คว้าต่อชีวิตกันไปอีกหน่อยก็เถอะ ถ้าผลีผลามอยู่ไม่ตรงตำแหน่ง หัวใจสีแดงที่หวังต่อชีวิต ก็จะกลายเป็น หมากฝรั่งสีแดงไหลเยิ้มติดเท้าให้เรากลับกลายเป็นเป้านิ่งให้ข้าศึกไปซะนี่! คิดดูว่าขนาดหัวใจที่คิดว่าไม่มีพิษมีภัยยังร้ายลึกเลย

                 เพราะฉะนั้นวิธีที่เราต่างเรียนรู้จากมันก็คือ มีสติไว้เสมออย่าลนจนทำอะไรไม่ถูก เพราะเวลานั้นข้าศึกจะรู้ว่าเราอ่อนแอและพาเพื่อนมารุมกระทืบซ้ำอีก ที่สำคัญที่สุดคือสะสมเสบียงกระสุนไว้ให้พร้อมตั้งแต่ภัยยังไม่มา อย่าแปลกใจเลยว่าเมื่อนักเล่นเล่นมาถึงจุดนึง มักจะมีความคิดอยาก ‘ฆ่าตัวตาย’ เพราะเมื่อเราเชี่ยวชาญในการศึกมากขึ้น เราจะพอรู้ว่ารูปเกมแบบไหนที่จะทำให้เรา ‘ชนะ’ หรือทำให้เรา ‘แพ้’

                ถ้าเรามีกระสุนเหลือมากพอที่จะสู้ เราก็มีกำลังใจ เพราะรู้ว่าพอมีหวัง แต่ถ้าอาวุธเหลือน้อยแถมยังอยู่ในสนามรบที่ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากกว่าแล้วล่ะก็ เป็นใครก็ถอดใจ เพราะรู้ว่าสู้ไปก็เหนื่อยเปล่า

                ทีนี้ก็เหลือแต่ว่าจะตายยังไงให้หล่อที่สุด

                จะอยู่เฉยๆ ให้มันพุ่งเข้ามาชน จะกระโดดลงไปให้เหล็กแหลมทิ่ม หรือจะสู้จนกระสุนหมดก็แล้วแต่วิธีใครวิธีมัน

I am a Thai Graphic Version 2

 

แช่! แช่! แช่!

ฉันเป็นนักออกแบบไทยที่เลือกใช้บริการรถไฟไทยประเภทตู้นอน แต่โชคร้ายได้ที่นอนติดประตูเลื่อนอัตโนมัติคนเข้าออกตลอดเวลา

โชคร้ายกว่านั้น

ประตูเลื่อนแบบอัตโนมัติเสียมันเปิดออกอย่างเดียวไม่ปิด เมื่อมีคนเข้าเปิดประตูออก เราจึงต้องปิด เมื่อมีคนออกเปิดประตูออกอีก เราก็จึงต้องปิดอีก ไม่อย่างนั้นนักออกแบบและครอบครัวต้องทนนอนร้อน เหงื่อไหลชุ่มหมอน และปอดอักเสบเพราะกลิ่นควันเป็นแน่

กราฟิกดีไซเนอร์ไทยเลยต้องลุกขึ้นมาทำป้ายกราฟิกตอนห้าทุ่ม เพื่อสื่อสารกับฝรั่งว่า ‘ถ้ายูคิดจะเปิดยูต้องคิดจะปิด’

แล้วก็ได้รู้ว่า เรานี่ก็เป็นแค่นักออกแบบกราฟิกฝีมือแย่คนหนึ่ง

เพราะไม่ว่าจะติดทั้งหน้าและหลัง จะไดคัทมือและวางตำแหน่งไว้ตรงจุดมากแค่ไหน

เราก็ต้องทนในสภาพนั้นต่อไป

แดนซ์จัง

Learn แบบเพลินๆ

ฝึกจัดคอมโพสทุกเวลา

ไ แอม ะ ไทย กราฟิก ดีไซเนอร์

ไ แอม ะ ไทย กราฟิกดีไซเนอร์

มี

          เคยมีคนถามว่า ส่วนประกอบอะไรที่ทำให้ฉันเป็นฉันในวันนี้? ฉันรีบตอบทันควันว่า “ศิลปะ แล้วก็…” คนถามใจจดใจจ่อ รอคำตอบข้อที่สอง แต่ฉันตอบว่า “หมดแล้ว” ฉันแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมส่วนประกอบในตัวฉันมันถึงได้มีอย่างเดียวนะ
          คำถามนี้ติดอยู่ในใจหลายวัน แล้วคำตอบว่าตัวฉันมีส่วนประกอบอะไรบ้างก็เริ่มผุดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่คำตอบกว้างๆ อย่างศิลปะ แต่เป็นเพียงสิ่งของหลายอย่างที่ฉันคลุกคลีกับมัน ซึ่งฉันคิดว่า ของเหล่านี้แหละที่อธิบายตัวตนของฉันได้ดีเหลือเกิน

1. กิ๊บเก๋
ตั้งแต่เด็กจนโตฉันเปลี่ยนกิ๊บมาแล้วเป็นพันๆ ตัว แต่กิ๊บพันๆ ตัวที่ว่า เป็นกิ๊บดำที่ขึ้นสนิมจนใช้การไม่ได้ ไม่ก็ง้างมากเกินองศาที่สามารถหนีบผมได้ หรือเกยกันไปคนละฝั่ง
: เคยนั่งคิดว่าของอะไรที่ถูกผลิตมาเพื่อเราที่สุด คำตอบก็คือกิ๊บดำนี่แหละที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด มันดำเรียบๆ ติดอยู่บนผมอย่างไม่กระโตกกระตาก แถมยังทำให้ผมหยุ่งเหยิงดูเรียบร้อยขึ้นอีกเป็นกอง
2. D.t
ซึ่งรู้ต่อมาว่ามันมีชื่อเรียกจุดบนลายผ้านี้ว่า ‘Polka Dot’ วันนึงก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมเสื้อผ้าลายจุดเต็มตู้แบบนี้ ทั้งกระโปรงจุดขาวบนแดง จุดดำบนเขียว จุดขาวบนดำ เสื้อจุดดำบนขาว ชุดนอนลายจุดขาวบนน้ำตาล ผ้าเช็ดหน้าจุดเหลืองบนน้ำตาล รองเท้าลายจุดขาวบนดำ กะว่าอีกหน่อยจะสะสมให้มีครบทุกสี (ว่าแต่ถ้าครบแล้ว เซเว่นจะให้แลกเก้าอี้ลุกยากหรือเปล่านะ)
: ฉันคิดเอาเองว่าฉันคงบ้าคลั่งและหลงใหลฟอร์มวงกลมบนพื้นสีเอามาก มันดูตัดทอนดี ทำให้เวลาใส่รู้สึกว่าลายมันน่ารักแต่ก็ไม่หวานแหววเกินไป
3. ไร้ ไร้
เวลาไปเจอใคร ฉันชอบดูว่าเขาใช้ปากกาลักษณะอย่างไร ยี่ห้ออะไร ฉันจะจดยี่ห้อมันไว้ในกระดาษ แล้วออกตามหาปากกาที่เขียนดีแท่งนั้น อย่างปากกาแท่งล่าสุด ฉันไปเจอเพื่อนที่ทำงานอินทีเรีย ปากกาที่เขาใช้ แท่งอ้วนๆ ดำด้านทั่วทั้งด้าม พอเขาเผลอฉันรีบคว้ามาลองเขียนดู และตัดสินใจจดลงบนกระดาษว่า ‘Pentel Sign Pen’ ปากกาหมึกซึมแท่งนี้หัวเป็นสักหลาด ปลายหัวปากกาไล่เรียวจากเล็กไปหาใหญ่ ถ้าเราต้องการเขียนให้เส้นบางที่สุดเราต้องเขียนแบบตั้งฉาก แต่ถ้ายังให้เส้นมีความหนาบาง ก็แค่เอียงปากกานิดหน่อยเท่านั้น
: การได้เขียนตัวหนังสือด้วยปากกาที่เส้นขนาดพอเหมาะ น้ำหนักดี สีสวย มันทำให้ฉันมีความสุขอย่างประหลาด ยิ่งเวลาเห็นหมึกมันซึมลงบนกระดาษ ฉันยิ่งอิ่มเอิบใจ และเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ส่วนเรื่องราคานั่นไม่เกี่ยง ปากกาหมึกน้ำเงินแท่งโปรดที่ซื้อจากเซเว่นหน้าปากซอยเป็นพยานได้
4. D.I.Y : Designed it yourself
นิสัยชอบทำอะไรใช้ด้วยตัวเอง เกิดขึ้นมานานมากแล้ว จำได้ว่าตอนเด็ก (ช่วงที่นิยมใส่ส้นตึกกัน) ฉันก็มีกับเขาด้วย! เดินๆ ไปตามประสาเด็กซุ่มซ่าม ฉันล้มและทำส้นตึกแหว่งไปหน่อย ซึ่งตอนนั้นกำลังร้อนวิชาจากการทำเปเปอร์มาเช่ที่ครูเพิ่งสอนตอนเรียนศิลปะ ฉันก็เลยเอากระดาษมาฉีกๆ เอากาวทา แล้วก็เอาสีโปสเตอร์สีดำทาลงไปให้เนียนกับพื้นผิวเดิม เท่านั้นไม่พอฉันยังเอาเลกเกอร์มาพ่นอีกต่างหาก แต่ไม่เวิร์คหรอกนะ เพราะต้องเลือกพื้นที่เดินเป็นที่แห้ง เพราะถ้าเผลอเดินไปเหยียบโดนน้ำเข้าหน่อยละก็สีดำก็จะละลายออกไหลเป็นทาง นอกจากความสามารถด้านเปเปอร์มาเช่จะถูกนำมาทำส้นตึกแล้ว ฉันก็ยังทำตู้จดหมายหน้าบ้านเองด้วย ฉันทำมันเป็นรูปบ้าน มีหลังคา เจาะกระดาษเป็นช่องหน้าต่างแล้วเอาปกสมุดเก่าๆ มาทำเป็นกระจก จำได้ว่างานชิ้นนั้นฉันได้คะแนน 10 เต็มในวิชางานประดิษฐ์แล้วถูกเอาไปโชว์ในงานวันวิชาการอีกด้วย แหม เวลานั้นภูมิใจมากๆ
: นิสัยชอบทำของใช้เองติดตัวมาถึงโต ฉันยังคงชอบห่อปกหนังสือเอง ปกพอดีโดยไม่หลุดรุ่ยเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันยิ้มได้ นอกจากนั้นแล้วฉันยังชอบพาตัวเองเข้าไปอยู่ในเวิร์คช็อปเย็บสมุด ปั้นเซรามิกแบบรากุ ถักผ้าพันคอ เย็บผ้ารัดข้อมือใช้เอง หรืออย่างน้อยที่สุด ฉันก็เลือกที่จะซื้อของทำมือมากกว่าของทำเครื่องอยู่ดี

5. Old บ้า (วินฟรี่)

ตอนเด็กๆ ฉันมีกิจกรรมร่วมกับพ่อทุกวันอาทิตย์ตอนเช้า คือการไปคลองถม พ่อจะไปตระเวนหาของเก่าๆ มาประดับบ้าน จนแม่เริ่มบ่นว่าพ่อชอบซื้อเศษเหล็กเข้าบ้าน จำได้ว่าเวลานั้นไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ร้อนแล้วก็เหนื่อย เพราะต้องเดินตามพ่อต้อยๆ พ่อชอบเดินไปร้านโน้นที ร้านนี้ที ดูวัสดุที่เหลือใช้และต่อรองราคา พ่อไม่เคยคิดก่อนว่าพวกมันจะเอาไปทำอะไรได้ ฉันเห็นพ่อซื้อมาเยอะแยะแล้วเอามาคิดทีหลังทุกที อ้อ ลืมบอกไปว่าพ่อฉันเป็นนักประดิษฐ์ผู้บุกเบิกตู้อบไอน้ำสมุนไพรเจ้าแรกของประเทศไทย ฉันเห็นเขาออกแบบตั้งแต่เป็นตู้คนเข้าไปนั่งเฉยๆ จนสามารถเอามือยื่นมาอ่านหนังสือระหว่างการอบ และที่มากกว่านั้นก็คือการมีหมวกที่ตู้ทำให้ไอน้ำจากด้านล่างพุ่งขึ้นข้างบนทำให้สามารถอบผมได้ด้วย วิธีการก็แสนง่าย ถ้าไม่ใช้ก็แค่ถอดออก ซึโก้ย! คิดได้ไง

: ผลลัพธ์ในปัจจุบัน ทำให้ฉันชอบไปเที่ยวบ้านเมืองเก่าๆ ชอบผู้คนที่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ชอบมองโครงสร้างตึก ชอบมองสีเอิร์ธโทนที่ให้ความรู้สึกเย็นใจ แอเรียประจำได้แก่ สนามหลวง พระอาทิตย์ สวนสันติฯ ข้าวสาร บางลำพู เสาชิงช้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตลาดน้ำ เป็นต้น

6.สีทนได้
ฉันไม่เคยรู้ตัวเองว่าฉันชอบอยู่กับสี  วันนึงฉันเอาของใช้วางบนโต๊ะที่ทำงานพอมาถึง แล้วฉันก็พบว่า นี่มันมีของแปดสีอยู่บนโต๊ะนี่หน่า นอกจากสีจะเยอะ(ไปไหน)แล้ว คู่สีเหมาะๆ ยังเป็นเหตุผลในการเลือกซื้อของของฉันอีกด้วย ฉันไม่ได้มีสีฟ้าเป็นสีโปรดเหมือนในช่องคำตอบเวลาที่เพื่อนให้เขียนเฟรนด์ชิปตอนเด็กๆ หรอกนะ ฉันชอบให้ทุกสี มันมาอยู่รวมกันแบบไม่ได้นัดหมาย
: คงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมแบบนี้คงติดมาจากการอยากมีพาเลต Swatch เป็นของตัวเองเเหมือนในโปรแกรมกราฟิกป็นแน่แท้
7. เปเปอร์มาเซ่!
ฉันชอบกระดาษ กระดาษชนิดแรกที่ฉันคุ้นเคยคือกระดาษ 80 ปอนด์  ครูที่โรงเรียนศิลปะจะแจกกระดาษชนิดนี้ให้ทุกครั้งก่อนเริ่มเรียน ฉันจะใช้มันเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างรูปด้วยดินสอสี สีชอล์ก สีโปสเตอร์ หรือแม้แต่การคอลลาจ ฉันใช้กระดาษชนิดนี้ทั้งสิ้น ฉันกลับมาจับมันทุกวันอีกทีก็ตอนติวศิลปะเพื่อสอบเอนทรานซ์ กระดาษ 80 รองรับดินสอ EE และสีโปสเตอร์ได้พอเหมาะพอดี เพราะมันเป็นการทำแบบฝึกหัดที่ต้องฝึกจนเชี่ยวชาญ ถ้าเกิดไม่ชอบใจ เราก็สามารถเริ่มต้นแผ่นใหม่ได้อย่างเสียดายตังค์มากนัก ฉันคลุกคลีกับมันเรื่อยมาและเพิ่มระดับความสัมพันธ์ตอนที่ฉันได้เรียนวิชาทำภาพประกอบ ซึ่งโจทย์ของวิชานี้คือการทำหนังสือ Pop-Up นอกจากฉันจะสนุกกับการทำให้สถาปัตยกรรมทั่วโลกเด้งออกมาจากหนังสือแล้ว สิ่งที่สนุกไม่แพ้กันคือฉันได้เสาะหากระดาษหลายๆ ชนิด และเลือกพื้นผิวกระดาษที่สามารถสื่องานเนื้อหาในแต่ละหน้าได้
: ตอนนี้ฉันมีถุงดำและตะกร้าหวายที่บรรจุม้วนกระดาษถึงสามตะกร้าแล้ว พ่อมักจะบ่นเสมอๆ ว่าจะเก็บไว้ทำไม เพราะสุดท้ายแล้วมันก็เหลืองกรอบ แต่ขอเถอะ… ทิ้งมันไม่ลงจริงๆ
8. (จังหวะที่กดเอนเตอร์ลงมา คิดในใจว่า ยังมีข้อ 8 อีกหรอ…)
cMyK
ผลลัพธ์จากข้อ 7 ทำให้ฉันชอบสิ่งพิมพ์และชอบหนังสือ จนกระทั่งกลายมาเป็นคนชอบการทำหนังสือ หรือที่ออฟฟิศเรียกกันว่า ‘กรรมกรตัวอักษร’ นั่นแหละ ฉันเริ่มต้นฝึกงานด้านนิตยสารตั้งแต่ตอนปี สอง ได้ทำนิตยสารครั้งแรกตอนปีสาม ทำพร้อมๆ กันสองเล่ม เล่มแรกเป็นการบ้านในวิชา นิตยสาร ส่วนอีกเล่มเป็นโครงการประกวด จำได้ว่าปีนั้นสนุกมาก หัวหกก้นขวิด ทำงานได้อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย ได้ใช้พลังในตัวอย่างคุ้มค่าจริงๆ ตอนปี 4 ฉันเลือกทำหนังสือทั้งสองเทอม ทั้งในวิชา Special Project และ วิชา Thesis ฉันไม่เคยมีช้อยส์อื่นในใจว่าอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง มีเพื่อนถามว่าไม่เบื่อบ้างหรือไง ฉันตอบไปว่าไม่เบื่อหรอก เนื้อหาเปลี่ยน อาร์ตไดเร็กชั่นก็เปลี่ยน
: เวลาสามปีกับสองตำแหน่ง ทำให้ฉันมั่นใจได้ว่าฉันคงจะอยู่กับมันไปอีกนาน